วิสัยทัศน์ "เป็นเครือข่ายที่ได้มาตรฐานคุณภาพบริการ บูรณาการงานเชิงรุก สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน"
ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่...ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลยะรัง

วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การวางแผนดูแลสุขภาพตนเองและบุคคลในครอบครัว เป็นเรื่องที่มีคุณค่าอย่างยิ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นให้ตัวของเราและบุคคลในครอบครัวเกิดความกระตือรือร้นในการดูแลสุขภาพแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดสัมพันธภาพอันดีระหว่างสมาชิกทุกคนในครอบครัว เกิดความรักในครอบครัวซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างดี อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต
การที่จะมีสุขภาพดีได้นั้น สุขภาพของตนเองหรือของบุคคลในครอบครัว ไม่ใช่เป็นสิ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญ หากแต่จำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนในการดูแลสุขภาพล่วงหน้าซึ่งจะช่วยให้เกิดผลดี ดังนี้
1. สามารถที่จะกำหนดวิธีการหรือเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตัวเราเอง
หรือบุคคลใน ครอบครัวได้อย่างเหมาะสม
2. สามารถที่จะกำหนดช่วงเวลาในการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
3. เป็นการเฝ้าระวังสุขภาพทั้งของตนเองและบุคคลในครอบครัว ไม่ให้ป่วยด้วยโรคต่างๆ
4. ช่วยในการวางแผนเรื่องของเศรษฐกิจและการเงินในครอบครัว เนื่องจากไม่ต้องใช้จ่ายเงินไปในการรักษา
5. ส่งเสริมสุขภาพทั้งของตนเองและบุคคลในครอบครัว
6. ทำให้คุณภาพชีวิตทั้งของตนเองและสมาชิกในครอบครัวดีขึ้น
หากเราทำได้เช่นนี้ แน่นอนว่า เราจะมีหลักประกันที่มากขึ้น ที่ทำให้ความตั้งใจความคาดหวังเป็นจริง

ที่มา : www.siamrath.co.th โดย ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
สัญญาณเตือนจากร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นอาจกำลังบอกว่าคุณกำลังป่วยได้ อย่างเช่น 8 อาการต่อไปนี้ ที่กำลังส่งสัญญาณฟ้องว่า ลำไส้ของคุณมีปัญหา!!! และควรได้รับการฟื้นฟูใหม่

1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก

ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยจะบ่งบอกว่าลำไส้ของคุณไม่สามารถย่อยอาหารให้กลายเป็นพลังงานได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจบอกว่าคุณเป็นโรคลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้รั่ว ภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากเกินไป หรือโรคกรดไหลย้อนและจำเป็นต้องรับประทานยาทุกวัน ทว่านี่ไม่ใช่การรักษาต้นตอของอาการ เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้ลำไส้เสียหายรุนแรงได้ ดังนั้นคุณควรรักษาให้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
2. ลดน้ำหนักไม่ลงโดยเฉพาะรอบเอว
คำอธิบายง่ายๆ สำหรับข้อนี้คือ ลำไส้ของคุณส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญ เนื่องจากไม่มีเชื้อจุลชีพในการย่อยไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคือของเสียจะถูกกักเก็บไว้เป็นเนื้อเยื่อไขมันซึ่งปกติจะสะสมอยู่ตามรอบเอวของคุณ
3. ไม่สบายบ่อย
ระบบภูมิคุ้มกันอย่างน้อยร้อยละ 70 อยู่ในลำไส้ของคุณซึ่งหมายความว่าหากลำไส้ขาดความสมดุลคุณก็มีโอกาสรับเชื้อไวรัสมากขึ้นและป่วยบ่อยเนื่องจากร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงแนะนำว่าควรรักษาลำไส้ของคุณก่อนที่จะต้องรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ
4. ผิวพรรณเริ่มย่ำแย่
ผิวหนังของคนเราเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายและสามารถบ่งบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจสังเกตว่าเมื่อไหร่ที่คุณรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ผิวพรรณของคุณก็จะเปล่งปลั่ง แต่เมื่อใดที่คุณป่วยหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดใบหน้าของคุณก็จะหม่นหมอง นั่นเป็นเพราะผู้ที่มีผิวพรรณดีมีแนวโน้มว่าจะมีแบคทีเรียลำไส้ดี ในทางกลับกันหากขาดความสมดุลก็จะหมายถึงการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และฮอร์โมนแปรปรวนทำให้คุณมีโอกาสเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ ผิวแห้งหรือผิวมันมาก และโรคผิวหนังอักเสบ
5. เหนื่อยง่ายและรู้สึกเพลียตลอดเวลา
หน่วยงานป้องกันโรคติดต่อ (CDC) ประเมินว่ามีชาวอเมริกันอย่างน้อยหนึ่งล้านคนที่ป่วยเป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง CFS) ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคลำไส้รั่ว ดังนั้นต้องรักษาสุขภาพของระบบย่อยอาหารก่อน
6. เครียด อารมณ์แปรปรวน หรือซึมเศร้า
รู้หรือไม่ว่าสารเซโรโทนินหรือสารสื่อประสาทที่ช่วยกำหนดอารมณ์ที่สำคัญของคุณร้อยละ 95 นั้น อันที่จริงอยู่ในลำไส้ไม่ใช่อยู่ในสมอง ความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันระหว่างสุขภาพลำไส้กับสุขภาพประสาทจึงค่อนข้างชัดเจน
7. ความจำสับสน-ความคิดไม่แจ่มใส
คุณอาจรู้สึกว่าสมองของตัวเองไม่แล่นเอาเสียเลย ลืมกระทั่งคำศัพท์ง่ายๆ ลืมว่าวางโทรศัพท์ไว้ที่ไหน และแม้กระทั่งการคิดเลขในใจ สาเหตุคือเมื่อลำไส้ของคุณอักเสบสมองก็อาจอักเสบด้วยเช่นกันและทำให้กระบวนการรับรู้ล้มเหลว
8. มีปัญหาภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
ลำไส้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เมื่อลำไส้รั่วแอนติบอดี้จะโจมตีอนุภาคที่หลุดออกไปซึ่งอาจกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันมากเกินไปจนนำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น ไทรอยด์หรือต่อมหมวกไตอ่อนล้า
ที่มา : เว็บไซต์แนวหน้า
พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาแก้ปวดที่หาซื้อรับประทานกันได้เองง่ายๆ  จากร้านขายยา หรือร้านสะดวกซื้อได้ทั่วไป สำหรับผู้ใหญ่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะซื้อยาพาราเซตามอลมารับประทานเอง แต่สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตัวต่างกันมาก การให้ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้ในแต่ละครั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่ควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการให้ยาที่เกินขนาด ทำให้ยาออกฤทธิ์ซ้ำซ้อนจนเกิดพิษจากยาที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้


พาราเซตามอลแบบไหนที่เหมาะกับหนู
ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็กมีหลายสูตร แบ่งตามความเข้มข้น ซึ่งจะแสดงอยู่ที่ฉลากยา ผู้ปกครองควรระวังและตรวจสอบความเข้มข้นของตัวยาว่าเหมาะสมกับขนาดรับประทานของเด็กหรือไม่ โดยดูได้จากฉลากข้างขวดยาทั้งนี้ในรายที่อาเจียนมากจนรับประทานยาไม่ได้ อาจให้ยาพาราเซตามอลชนิดเหน็บทางทวารหนัก ซึ่งผู้ปกครองสามารถสอบถามได้จากแพทย์
เมื่อพาราเซตามอลในตัวหนูเกินขนาด
สัญญาณเตือนของร่างกาน เมื่อมียาพาราเซตามอลเกินขนาดนั้นไม่มีความจำเพาะเจาะจง  ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง หรืออาจไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็น อย่างไรก็ดีหากมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง หลังรับประทานอาหารยาไปแล้ว 24-48 ชั่วโมง ควรรีบมาพบแพทย์
คำแนะนำสำหรับการใช้ยาพาราเซตามอล
- ปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์เรื่องหารใช้ยาอย่างเคร่งครัด
- จดจำชื่อยาและเข้มข้นของยาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของอาการ
- ใช้ยาแต่พอดี คือ ทุก 4-6 ชั่วโมงและไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน
- ใช้ยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ไอ แก้หวัด ที่มีตัวยาพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบร่วมกับยาลดไข้ เพื่อไม่ให้ยาเกินขนาด
- พกยาติดตัวทุกครั้งที่พาลูกไปพบแพทย์
- เช็ดตัวควบคู่กับการใช้ยา ทำให้ไข้ลดเร็วขึ้น
ที่มา : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
วิธีลดไข้ให้ลูก ดูแลลูกตัวร้อนอย่างได้ผล  ลูกตัวร้อน ลูกไม่สบาย ลูกเป็นหวัดได้ทุกฤดู เจ้าเชื้อโรค หรือไข้หวัดก็ทำให้ป่วยได้เสมอ  และเมื่อลูกเป็นไข้ ลูกตัวร้อน ลูกไม่สบาย ลูกเป็นหวัดเป็นสาเหตุของพัฒนาการเด็กที่ไม่สมวัยได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อลูกเป็นไข้ ลูกตัวร้อน ลูกไม่สบาย ลูกเป็นหวัด


ที่มา : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

สภาพสังคมปัจจุบัน สิ่งที่ต้องเผชิญแต่ละวัน ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากมีปัญหาในการพักผ่อน "นอนหลับ" ปัญหา "นอนไม่หลับ" กลายเป็นปัญหาหนักทั่วโลกของมนุษย์ยุคนี้เลยทีเดียว


ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ขอนำเสนออีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยให้การ "นอนหลับ" เข้าใกล้ความง่ายขึ้นด้วย เทคนิคการปรับห้องนอนให้สอดรับกับการพักผ่อน โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมในห้องนอนที่มีผลต่อการนอนหลับให้สนิท ตั้งแต่สีของผนังกำแพง ตำแหน่งการจัดวางข้าวของในห้อง
1.สีของห้องนอนควรเลือกใช้สีที่ให้ผลทางอารมณ์สงบ เพราะเชดสีที่เปลี่ยนไปย่อมส่งผลต่ออารมณ์ของผู้พักผ่อนในห้องนั้น และอันที่จริงก็ไม่ตายตัวว่า "สี"ใดเฉพาะเจาะจงในการช่วยสร้างอารมณ์สงบ คำแนะนำคือ ให้เลือกสีใดสีหนึ่งที่ "ได้ผล" กับคุณ
2.ควรจะมีปรอทวัดอุณหภูมิติดตั้งในห้อง ซึ่งจะช่วยให้คุณปรับสร้างสมดุลย์อุณหภูมิในห้องไม่ให้ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ซึ่งห้องที่ร้อนเกินไปก็จะส่งผลต่อการหลับสนิท ส่วนห้องที่เย็นเกินไปย่อมส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำให้อุ่นขึ้น ทั้งหมดจึงมีผลต่อการนอน
3.การล็อคประตู เพราะบางคนรู้สึกนอนหลับได้สนิทใจกว่าเมื่อมีการล็อคประตูห้องนอนที่แน่นหนาไม่เกิดการพะวง
4.วางโทรทัศน์ไว้ในห้องนอน และเปิดทิ้งไว้ขณะหลับแสงสว่างจากหน้าจอส่งผลต่อสมองของคุณในช่วงหลับมากกว่าตอนตื่นด้วยซ้ำ และยิ่งทำให้นอนหลับยากขึ้นและยังดึงดูดให้เราดูโทรทัศน์มากกว่าจะตั้งใจนอนหลับ
5.เสียงของอุปกรณ์ภายในห้อง ควรจะปิดหรือปรับโทนเสียงลง เนื่องจากส่งผล รบกวนต่อการนอนหลับ
6.หน้าต่างในห้องนอน ไม่ควรเปิดให้ดึงแสงภายนอกเข้ามารบกวนจนเกินไป เพราะกระทบทั้งสายตาและสมอง ควรติดตั้งม่านบังตาในเชดสีที่รับได้
7.ติดตั้งไฟที่ผนังดีกว่าวางตำแหน่งโคมไฟตั้งโต๊ะไว้ที่หัวเตียง อย่างที่มักจะเห็นกัน และทำสวิทช์เพื่อกดเปิดปิดที่ใกล้ตัวแทน (เพื่อสะดวกในการลุกไปเข้าห้องน้ำกลางดึก) การวางโคมไฟไว้หัวเตียงใกล้ศีรษะจะยิ่งทำให้แสงแยงเข้าตาเมื่อเปิดใช้ และการติดตั้งไฟในห้องนอนควรใช้ไฟหรี่ด้วยหลอดไฟขนาดประมาณ 45 วัตต์ หรือต่ำกว่านั้น
8.นาฬิกาปลุก ไม่ควรใช้นาฬิกาที่เห็นพื้นสีสะท้อนแสงในห้องที่มืดมากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้นาฬิกาดิจิทัลที่ให้แสงสว่างในห้องมืด และควรหันวางนาฬิกาปลุกในแบบขนานออกไป ไม่หันเข้ามาหาสายตาเราขณะนอนหลับ
9.โทรศัพท์มือถือ แสงจากโทรศัพท์ หรือการตั้งสั่นย่อมมีผลต่อการนอนหลับทั้งสิ้น หากสามารถทำได้คือ หากต้องวางโทรศัพท์เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ตอนกลางคืน ควรวางไว้นอกห้อง หรือไว้ให้ห่างจากเตียงนอน และหากจะใช้แค่ตั้งปลุก ก็ควรเลือกใช้นาฬิกาปลุกแทน และหากทำได้ ก็ควรตั้งโหมดที่ใช้สำหรับบน "เครื่องบิน" ที่จะรบกวนการนอนหลับน้อยสุด หรือตั้งโหมด "ฉุกเฉิน" ที่จะให้มีการเรียกเตือน หรือติดต่อได้เฉพาะเบอร์ที่เราเห็นว่าเป็นเบอร์ฉุกเฉิน นอกจากนี้คือการตั้งโหมดเครื่องให้เป็นโหมดกลางคืน เพื่อให้แสงจากเครื่องสว่างเป็นระยะ หรือตั้งเสียงเรียกเข้าให้เป็นแบบ "เงียบ"
10.การเลือกหมอนรองศีรษะ ให้พอดีเพื่อช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั้งร่างกายไปด้วยและช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดตั้งแต่ศีรษะถึงคอถ้าหมอนนุ่มเกินไปก็ส่งผลให้การนอนมีลักษณะคางชิดอกเกินไป ควรเลือกหมอนที่ทำให้การนอนหลับในการคืน ไม่ทำให้รู้สึกสะดุดในการนอนพลิกตัวไปมาด้วย ทั้งนี้ควรเปลี่ยนหมอนหนุนศีรษะปีละครั้ง
11.ที่นอน ขนาดของที่นอนที่เหมาะสมสำหรับการนอนคนเดียวไม่มีคำตอบแน่นอนว่าควรจะใช้ที่นอนไซส์ไหน แต่ถ้ามีผู้นอนด้วยควรจะใช้ ควีนไซส์หรือ 5 ฟุตขึ้นไป และคำนึงให้รอบคอบว่าหากคุณมีอาการปวดหลังก็ควรเลือกที่นอนให้เหมาะสม
12.ผ้าปูเตียง ให้เลือกที่คุณชอบที่สุด แต่ควรเลือกที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในห้องด้วย มีคำแนะนำให้เลือกผ้าปูเตียงแบบผ้าซาติน หรือผ้าฝ้าย และให้ระมัดระวังกับการเลือกใช้ผ้าที่ผสมใยโพลีเอสเตอร์ ซึ่งสะสมความร้อน และควรระวังเรื่องการแพ้ฝุ่นไรในผ้า จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไฮโปอัลเลอจิกป้องกันการแพ้ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนผ้าปูเตียงทุกสัปดาห์
13.ผ้าห่ม ควรเลือกที่มีลักษณะระบายอากาศเพื่อใม่ให้รู้สึกอึดอัด และสีผ้าห่มควรเป็นสีสว่างหรือสีอ่อนจะดีกว่า
14.สัตว์เลี้ยง หากจำเป็นจริงๆไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงไว้ในห้องนอนด้วยกัน เพราะผลวิจัยระบุว่า 53 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เข้ารับการรักษาอาการมีปัญหาทางการนอนหลับ มักถูกรบกวนจากสัตว์เลี้ยงขณะนอนหลับ มีทั้งที่สุนัข แมว นอนกรน หรือการขึ้นมาคลอเคลียทำให้ขนมาระคายเคืองขณะหลับ

ที่มา : เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ


หนังสั้น สื่อสารชุมชน

สุขภาพอินเทรนด์

เกร็ดความรู้สุขภาพ

ข่าวฮอต ข่าวฮิต